|
10-12 สิงหา..หนีแม่มาเที่ยว
|
|
หลังจากปีที่แล้ว
เราเริ่มต้นเที่ยวล่องแก่งกันที่ แก่งหินเพิง ปราจีนบุรี
มาปีนี้เมื่อโอกาสและเวลาปะเหมาะ ในวันช่วงวันแม่ (10-12 ส.ค.) พวกเราก็ได้
upgrade มาล่องกันที่ ลำน้ำเข็ก ที่ได้ชื่อว่าเป็นการล่องแก่งระดับ 4-5
ที่เค้าว่ากันว่ามีความท้าทายอย่างยิ่ง
|
|
เช้าตรู่ที่ภูหินร่องกล้า
|
|
|
หลังจากที่ไปส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวกันที่ปั๊มข้างตึก ชิน 3
เราก็ได้เคลื่อนขบวนรถตู้เวลา 4 ทุ่มครึ่ง
เพื่อมุ่งหน้าสู่อุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้าก่อนเป็นอันดับแรก คุยกันไป
กินไปกันจนหลับ ตื่นขึ้นมาอีกที เพราะรู้สึกถึงความคดเคี้ยวของเส้นทาง
และพอเปิดกระจกออกมา
ทุกคนก็ได้รับอากาศที่แสนจะบริสุทธิ์ยามเช้าตรู่ที่หาไม่ได้ในกรุงเทพฯ (
หรือเพราะว่าปกติเราตื่นมาไม่ทัน ฮิฮิ) อาเล็กคนขับได้บอกว่าเรามาถึงอุทยานฯ แล้ว
พอลงมาจากรถเพื่อจะมาจ่ายค่าธรรมเนียม อากาศหนาว ไอน้ำค้างปะทะร่างจนขนลุกทีเดียว
ต้องใส่แจ็คเก็ตลงมา ท้องฟ้าก็ยังมืดสนิท เราเข้าไปจอดรอในอุทยานฯ พอเริ่มสว่าง
เราก็เริ่มเดินไปเที่ยวที่ลานหินแตกก่อน เพราะอยู่ใกล้ดี
ไปดูความแปลกประหลาดของธรรมชาติ
ที่ประทับใจคือไอหมอกที่ล้อมตัวเราตลอดเวลานี่แหล่ะ ทำให้รู้สึก fresh มาก
พอกลับมาล้างหน้าล้างตา ร้านอาหารก็เปิดพอดี ถึงตอนนี้ทุกคนไปรุมสั่งข้าวกันก่อน
เพราะพยาธิในท้องเริ่มก่อกวน หลังจากนั้นก็ตบด้วยกาแฟสดอีกแก้ว (หวานไปนิด)
|
|
ฮ้าาา...สูดอากาศยามเช้า
| |
|

|
|
ภูหินร่องกล้า (ต่อ)
|
|
|
เราก็เริ่มไปต่อที่ลานหินปุ่ม
และผาชูธง ได้ไปเก๊กท่าถ่ายรูปกันที่ตรงริมๆ ผา
กันจนหนำใจโดยมีหมอกพัดผ่านมาให้สดชื่นตลอดเวลาแล้ว เราก็เดินกลับมาที่รถ
เสียดายไม่ได้ไปต่อที่แหล่งท่องเที่ยวทางการเมือง เนื่องจากเวลาจำกัด
ออกจากภูหินร่องกล้าตอน 9.30 น. เพื่อไปเข้าที่พักที่ Rain Forest Resort
และเตรียมตัวล่องแก่งตอน 13.00 น.
|
|
Rain Forest Resort แสนสวย
| |
|

|

|
|
มาถึง Rain Forest Resort
อย่างทุลักทุเลเล็กน้อย เพราะรถตู้เราเกิดเสีย แต่ก็มาถึงตามที่คาดไว้คือ 11.30 น.
จนได้ หลังจากตื่นตาตื่นใจกับบรรยากาศใน resort ที่ตกแต่ง style ธรรมชาติ
เหมือนได้เข้าไปอยู่ในบ้านไม้น่ารักๆกลางป่าใหญ่นั่นเชียวโดยมีรากไทรระโยงระยางเป็นเอกลักษ์
พวกเราก็รีบเปลี่ยนกางเกง เป็นขาสั้นทะมัดทะแมง แล้วก็ไปกินข้าวกลางวันกันใน
resort นั่นแหล่ะ
|
|
Highlight of the trip... The
begining!
| |
|
ใช้เวลาไม่นานเราก็มาอยู่ที่ซุ้มของ Pop tour ที่วังน้ำเย็น รีสอร์ท
ซึ่งอยู่ห่างจากที่พักเราเพียงกิโลเดียว
และจะเป็นทีมงานที่นำเราผจญภัยกลางสายน้ำเชี่ยว พวกพี่ๆ Pop tour ได้อธิบาย
และซักซ้อมการล่องแก่งก่อน ระหว่างนี้พี่ตากล้องของ Pop tour ก็บันทึกภาพไปเรื่อยๆ
เสร็จแล้วเค้าก็ต้อนเราขึ้นรถกระบะ เพื่อไปที่จุดเริ่มล่อง เรามากัน 9
คนเลยได้นั่งเรือลำใหญ่หน่อย ซ้าย 3 ขวา 3 กลาง 3 พอดิบพอดี คุณป๊อปคุมหลัง
พี่ทีมงานอีกคนนั่งหัวเรือ ทำความคุ้นเคยกับพายและเรืออีกครั้ง
เราก็เริ่มพายออกจากท่า
ความมันส์กำลังจะเริ่มต้น!
สายน้ำสีโอวัลตินนิ่งสนิทราวกับให้พวกเราตายใจ พอถึงแก่งตะเข้ หรือวังตะเข้ แหม
ชื่อชวนจิตนาการนะ พวกเราก็ (โดนไล่) ลงไปลอยคอไปตามน้ำอยู่ช่วงนึง แหม
สายน้ำเย็นสบายเหลือเกิน แล้วก็ขึ้นเรือ เราผ่านแก่งเล็ก แก่งน้อยมาเรื่อยๆ
แก่งท่าข้าม แก่งไทร แก่งมรดกป่า แก่งปากยาง ซึ่ง degree
ความมันส์ยังไม่เท่าที่เรา expect เท่าไร จนกระทั่งถึง แก่งหินลาด
จะเป็นช่วงสุดท้ายของแก่งปากยาง เป็นหินลดระดับลงห่างกันประมาณ 1 เมตร
ก็เหมือนเป็นน้ำตกสูง 1 เมตร หวาดเสียวเอาเรื่องเหมือนกัน
เพราะตอนนี้เราระเห็จมาพายอยู่ท้ายเรือ แรงสะบัดค่อนข้างเยอะ สัญญาณ degree
ความโหดเริ่มส่อแวว
ประทับใจอย่างนึงตรงที่คุณป๊อปจะคอยบอกตลอดว่าเราจะถึงแก่งอะไรแล้ว ลักษณะเป็นยังไง
ต้องปฏิบัติตัวยังไง ความยากระดับไหน ซึ่งทำให้การล่องแก่งได้อรรถรสยิ่งขึ้น
ถึงตอนนี้หลายคนเริ่มสะใจ แต่คุณป๊อปบอกว่านี่ยังไม่ใช่ high light ของที่นี่!
|
|
เอ้า ฮุ้ย เล ฮุ้ย
|
|
|
ต่อมาเราก็เผชิญกับ แก่งสวนรัชมังคลา 1 , 2 ความรุนแรงในระดับ 3-4
ตอนที่เราไปเป็นช่วงน้ำมาก จึงมียอดคลื่นสูงเกิน 1 เมตร ได้กรี๊ดกันสนั่นอีกรอบ
มาถึง แก่งซาง รู้สึกจะเป็นแก่งที่เราประทับใจที่สุด และเป็น 1 ใน 4 highlight
จะอยู่ไม่ไกลจากแก่งสวนรัชมังคลา ลักษณะของแก่งซางจะเป็นลานหินกว้างมาก และลดระดับ
ลงในแต่ละช่วง ลงไม่ต่ำกว่า 10 เมตรทีเดียว แก่งนี้จึงมีความยากในระดับ 4-5
เมื่อเรือผ่านน้ำนิ่ง สายน้ำจะหักเลี้ยวซ้ายทันทีที่เรือ เลี้ยวซ้าย มาตามลายน้ำ
จำได้ว่าทิ้งพายแล้วแหกปากอย่างเดียวไปหลายรอบ
ตลอดเวลาคุณป๊อปจะคอยกำกับว่าเราต้องทำยังไงบ้าง
เพราะเดี๋ยวมัวแต่จับเชือกแล้วลืมช่วยพาย ถ้าจำไม่ผิด
แก่งนี้แหล่ะที่พอเราลงมาแล้วดันไปโผล่ด้านซ้าย ที่จริงต้องมาทางขวา
เพราะต้องดูทางน้ำสำหรับแก่งถัดไปด้วย เลยต้องพายทวนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก
เน้นว่าเชี่ยวกราก มาอีกฝั่งนึง คุณป๊อปตะโกนให้เราออกแรงกันเพื่อให้ผ่านมาให้ได้
เหนื่อยสุดๆเลย แต่พอหันกลับไปดู ไม่รู้ว่าพวกเราพายผ่านมาได้ยังไง มาถึง
แก่งโสภาราม เป็นแก่งหักศอกตัว s ความ รุนแรงไม่เท่าไหร่ แต่จะโค้งหักศอก
|
|
ความมันส์ ยังไม่หมด นั่งไม่ดี มีตกเรือค่ะ งานนี้
|
ตามด้วย แก่งดงสัก
เป็นแก่งที่มีความยากในระดับ 3 แล้วก็มาถึง แก่งนางคอย อีกแก่งที่ได้ความสะใจสุดๆ
จะอยู่ห่างจากแก่งซางไม่ไกลนัก ลักษณะของแก่งนางคอยจะเป็นการลดระดับของชั้นหิน
และกระแสน้ำ ที่มีความสูงเกือบๆ 2 เมตร ความยากจะอยู่ ในระดับ 4-5
เราต้องไปทางด้านซ้าย เพราะด้านขวานั้นรุนแรงเกินไป
แก่งนี้แหล่ะที่พอเราผ่านมาได้ เราต้องมาแอบซุ่มอยู่ที่พุ่มไม้ก่อน
เพื่อรอตากล้องที่ตามเรามาเป็นระยะๆ เราก็ได้ดูเรืออีกลำหนึ่งด้วย
ซึ่งก็มีภาพคนตกจากเรือจะจะให้เห็นด้วย แต่ดีที่ไม่เป็นไร
และคุณป๊อปบอกว่าไม่ใช่น้ำวน ตกลงไปไม่อันตรายมาก
เป็นผู้หญิงด้วยแต่ก็สามารถเกาะเรือตามมาได้ หวาดเสียวเหมือนกัน
เพราะถ้าไม่เกาะดีๆ ก็มีสิทธิ์ตกเรือง่ายๆ โชคดีที่ลำของเรามือกาวกันทุกคน |
ต่อมาคือ แก่งดูด เป็นแก่งที่มีความยากในระดับ 1-3 และ highlight สุดท้ายคือ แก่งยาว จะมีความยาวกว่า 100 เมตร สมกับชื่อของแก่ง จะเป็นแก่งที่สายน้ำจะผ่านโขดหินมากมาย และค่อยๆลดระดับลาดเอียงลงสู่ด้านหน้าของแก่ง ความ ยากของแก่งยาวนี้จะอยู่ในระดับ 3-5 แล้วแต่ระดับของน้ำ ลักษณะเป็นขั้นบันใด ได้คอแหบกันอีกรอบ เพราะแก่งนี้มีเสียงแว่วมาตลอดว่า เป็นน้ำวน ให้เกาะเชือกให้มั่นสุดความสามารถ แล้วเรือเราก็สามารถผ่านมาโดยสวัสดิภาพอีกครั้ง ล่องน้ำมาอีกพัก พวกเราก็สละเรือขึ้นฝั่งกันที่ วังน้ำเย็น รีสอร์ท ขาแขนเขียวกันเป็นจ้ำๆ ไปหมด โดยที่เพิ่งมารู้สึกตัวกัน ได้มาดื่มน้ำมะตูมหอมๆ กับน้ำกระเจี๊ยบ และก็ขนม สุดท้ายเราก็ถ่ายรูปที่ระลึกว่าได้มาพิชิตลำน้ำเข็กเรียบร้อย พี่ๆ Pop tour ก็พาเราไปส่งที่ Rain forest |
|
บ้านแสงตะวัน...
|
|
ประมาณ 4 โมงเย็น หลังจากอาบน้ำแล้วก็สลบกันไปตามๆ กัน ตื่นมาอีกทีตอน 6
โมงครึ่งเพื่อไปกินข้าวเย็นที่ร้าน บ้านแสงตะวันที่อยู่ถัดไป ร้านตกแต่งน่ารักมากกก
style ไม้ๆ อีกแล้ว ร้านจะเป็นระดับลดลั่นไปตามเนิน ที่เก๋ก็คือ
เวทีที่ดูเหมือนเป็นระเบียงทางเชื่อมจากฝั่งหนึ่งไปฝั่งหนึ่ง
และที่เลิศมากคือเมนูหน่อไม้ยัดไส้ แหม พูดแล้วอยากกินอีกรอบ พอกลับถึงที่พัก
เราก็มารวมตัวกันเพื่อกิจกรรมรำพัด โอ้โห
ตื่นเต้นกันยิ่งกว่าล่องแก่งเมื่อบ่ายนี่อีกมั๊ง กรี๊ดกันเสียงแหบเสียงแห้งอีกรอบ
จนตีหนึ่งก็แยกย้ายไปนอนกัน
|
|
บ๊าย บาย พิดโลก
|
วันรุ่งขึ้นเลยตื่นกันสายโด่เพราะเหนื่อยมาตั้งกะคืนวันอาทิตย์
เราไปเดินเล่นถ่ายรูปเก็บบรรยากาศภายใน Resort รวมทั้งขอเข้าไปดูห้องต่างๆ ภายใน
Resort น่ารักทุกห้องเลย ที่ชอบมากคือมีระเบียงกับโต๊ะนั่งเล่นให้ทุกห้อง
ถ่ายกันจนหนำใจเราก็อำลา Rain Forest ไปกินข้าวเที่ยงเมนูอาหารป่าเด็ดๆ
ที่ร้านสองพี่น้อง ก่อนเข้าตัวเมืองเพื่อไหว้พระพุทธชินราช แล้วซื้อของฝากกัน
ระหว่างทางขากลับหัวข้อสนทนาจะอยู่แถวๆเรื่องฮาๆ ของแต่ละคนตลอด trip นี้
รวมๆแล้วทุกคน happy ทุกเรื่อง ทั้งที่พักและล่องแก่ง ก่อนจากกันเลยมีเสียง
เจอกัน trip หน้า!
|