เกาะเจจู (Jeju Island) ไข่มุกแห่งเกาหลีใต้ เที่ยวธรรมชาติสุดโรแมนติก เมืองมรดกโลกที่ต้องไปสักครั้ง
เกาะเจจู หรือ เกาะเชจู (Jeju Island) คือหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของประเทศเกาหลีใต้ ที่โดดเด่นทั้งเรื่องธรรมชาติ วัฒนธรรม และบรรยากาศสุดโรแมนติก จนได้รับฉายาว่า "Hawaii of Korea" อีกทั้งยังได้รับการขึ้นทะเบียนจากยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จึงเหมาะมากสำหรับนักท่องเที่ยวที่อยากสัมผัสความงามของเกาหลีในอีกมุมหนึ่งที่แตกต่างจากโซลหรือปูซาน
ทำความรู้จักเกาะเจจู จุดหมายปลายทางในฝันของเกาหลีใต้
เกาะเจจูเป็นเกาะที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้ และถือเป็นอีกหนึ่งเมืองท่องเที่ยวสำคัญที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งในหมู่นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีและชาวต่างชาติ ด้วยเสน่ห์ของธรรมชาติที่สวยงามอย่างลงตัว ทั้งภูเขา น้ำตก ทะเล หน้าผา รวมถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวในฝันของใครหลายคน
นอกจากชื่อเสียงด้านการท่องเที่ยวแล้ว เกาะเจจูยังมีความสำคัญในฐานะ 1 ใน 9 จังหวัดของเกาหลีใต้ และยังเป็นสถานที่ฮันนีมูนยอดนิยมของคู่รักอีกด้วย จึงไม่น่าแปลกใจที่เกาะแห่งนี้จะถูกเรียกว่า "เกาะแห่งพระเจ้า" และเป็นปลายทางที่เต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติ
เกาะเจจูอยู่ที่ไหน ทำไมถึงถูกเรียกว่า Hawaii of Korea
หากดูจากแผนที่จะพบว่า เกาะเจจูตั้งอยู่ห่างออกมาจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของประเทศเกาหลีใต้ แม้จะเป็นเกาะที่มีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่กลับอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติที่หลากหลาย ทั้งภูเขาไฟ น้ำตก ชายฝั่งทะเล และพื้นที่สีเขียวขนาดใหญ่ อีกทั้งยังมีอากาศดีตลอดปี ทำให้ได้รับฉายาว่า "the Hawaii of Korea" เพราะมีบรรยากาศและภูมิประเทศคล้ายกับหมู่เกาะฮาวายของสหรัฐอเมริกา
ด้วยความงดงามทางธรรมชาติอันโดดเด่น เกาะเจจูจึงมีแหล่งท่องเที่ยวมหัศจรรย์ทางธรรมชาติหลายแห่ง และหลายจุดยังได้รับการยอมรับในระดับโลก เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และต้องการพักผ่อนท่ามกลางบรรยากาศสงบ สดชื่น และโรแมนติก
การเดินทางไปเกาะเจจู เที่ยวแบบบินตรงสะดวกกว่า
การเดินทางไปเกาะเจจูสามารถทำได้อย่างสะดวก เพราะบนเกาะมีทั้งสนามบินนานาชาติและท่าเรือเฟอร์รี่ที่ทันสมัย สำหรับนักท่องเที่ยวจากไทย การบินตรงจากสนามบินสุวรรณภูมิไปยังสนามบินเชจูใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง และเมื่อเดินทางถึงในช่วงเช้า ก็สามารถเริ่มเที่ยวต่อได้ทันที
แม้บางโปรแกรมจะเลือกบินไปลงที่กรุงโซลก่อนแล้วต่อเที่ยวบินภายในประเทศมายังเกาะเจจู แต่หากต้องการเที่ยวแบบเต็มอิ่มและมีเวลามากขึ้น การเลือกบินตรงถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะกว่า เพราะช่วยประหยัดเวลาและทำให้สามารถเที่ยวเกาะเจจูได้แบบเจาะลึกมากยิ่งขึ้น
น้ำตกชอนจียอน (Cheonjiyeon Waterfall) ธรรมชาติสวยสงบกลางเกาะเจจู
หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจของเกาะเจจูคือ น้ำตกชอนจียอน (Cheonjiyeon Waterfall) ซึ่งเป็นน้ำตกที่มีความยาวประมาณ 22 เมตร กว้าง 12 เมตร และลึก 20 เมตร โดยมีสายน้ำไหลตลอดทั้งปี น้ำตกแห่งนี้ถือเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญของเกาะเจจู ซึ่งมีคุณค่ามากสำหรับเกาะกลางทะเลเช่นนี้
บริเวณรอบน้ำตกเต็มไปด้วยต้นไม้เขียวชอุ่ม เพราะเป็นพื้นที่หุบเขาในเขตกึ่งโซนร้อน จึงมีพืชพรรณหลากหลายชนิด รวมถึงเฟิร์นและพันธุ์ไม้หายากหลายชนิด ส่งผลให้พื้นที่แห่งนี้ได้รับการกำหนดให้เป็นสมบัติทางธรรมชาติของเกาหลี
เสน่ห์ของน้ำตกชอนจียอนไม่ได้มีเพียงความงามของธรรมชาติเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องเล่าตามตำนานที่น่าสนใจ โดยชื่อของน้ำตกมีความหมายถึง “บ่อน้ำของจักรพรรดิแห่งสวรรค์” และมีความเชื่อว่าในอดีตนางไม้ 7 ตนจะลงมาอาบน้ำในยามค่ำคืน อีกทั้งยังมีความเชื่อด้วยว่า หากได้มายืนใต้น้ำตกในวันที่ 15 เดือน 7 จะช่วยปัดเป่าโรคร้ายให้หายไปได้
ในช่วงปลายเดือนเมษายน อากาศบริเวณน้ำตกอยู่ที่ประมาณ 10-20 องศาเซลเซียส ทำให้บรรยากาศเย็นสบาย เหมาะกับการเดินเที่ยว สูดอากาศบริสุทธิ์ และชมความใสสะอาดของน้ำสีเขียวฟ้าที่สะท้อนแสงแดดอย่างสวยงาม
สัญลักษณ์ชอนจียอนซัมบก ความหมายดีที่นักท่องเที่ยวประทับใจ
อีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจบริเวณน้ำตกชอนจียอนคือ “ชอนจียอน ซัมบก” ซึ่งเป็นสัตว์ 3 ชนิดที่มีความหมายมงคล ได้แก่ เป็ดแมนดาริน แทนความรัก, ปลาคาร์ฟ แทนความสำเร็จ และ เต่า แทนการมีอายุยืนยาว ถือเป็นอีกหนึ่งจุดที่สร้างความประทับใจให้กับผู้มาเยือน
ไร่ชาเขียวและพิพิธภัณฑ์ชาโอซุลลอค จุดเช็กอินยอดนิยมของเกาะเจจู
เกาะเจจูเกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟในอดีต ทำให้พื้นดินอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุสำคัญ เหมาะสำหรับการเพาะปลูกพืชหลายชนิด โดยเฉพาะ ชาเขียว ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสินค้าขึ้นชื่อของเกาะเจจู และได้รับการยกย่องว่าเป็นชาเขียวคุณภาพดีของเกาหลีใต้
ที่นี่มีไร่ชาเขียวขนาดใหญ่และกลายเป็นอีกหนึ่งโลเคชันยอดนิยมสำหรับการถ่ายภาพ โดยในช่วงเดือนเมษายนยังสามารถพบดอกไม้สีชมพูอย่าง Pink Moss หรือ Shibazakura ที่ช่วยเติมบรรยากาศให้สวยละมุนราวกับอยู่ญี่ปุ่น
หลังจากเดินชมไร่ชาแล้ว นักท่องเที่ยวยังสามารถแวะที่ พิพิธภัณฑ์ชาโอซุลลอค O’sulloc Museum เพื่อชิมชาเขียวและขนมที่มีส่วนผสมของชาเขียวได้อีกด้วย ซึ่งรสชาติชาเขียวที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องความหอมและกลมกล่อม นอกจากนี้ภายในพิพิธภัณฑ์ยังมีส่วนจัดแสดงเกี่ยวกับประวัติ วัฒนธรรม และกระบวนการผลิตชาเขียว รวมถึงสินค้าต่าง ๆ ให้เลือกซื้อกลับไปเป็นของฝาก
วัดยักซอนซา (Yakchunsa Temple) วัดน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งเกาะเจจู
อีกหนึ่งสถานที่สำคัญบนเกาะเจจูคือ วัดยักซอนซา (Yakchunsa Temple) หรือที่รู้จักกันในชื่อ “วัดน้ำศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งมีความเชื่อกันว่า หากได้ดื่มน้ำศักดิ์สิทธิ์ของวัด พรที่ขอไว้จะสมหวัง วัดแห่งนี้สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1990 โดยมีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่ได้รับอิทธิพลจากวัดพุทธในสมัยต้นราชวงศ์โชซอน
ระหว่างทางเข้าวัด นักท่องเที่ยวจะได้เห็นต้นส้มเรียงรายอยู่สองข้างทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เกาะเจจูมีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่อง ส้มเชจู ที่มีรสชาติอร่อย เปรี้ยวนำหวาน ชุ่มคอสดชื่น และเป็นของฝากยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว
วัดยักซอนซามีพื้นที่กว่า 3,305 ตารางเมตร และถือเป็นวัดที่มีขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของเกาะ ด้านหน้าพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปปางสมาธิสูง 5 เมตร บนแท่นสูง 4 เมตร ภายในพระอุโบสถซึ่งมีความสูงถึง 30 เมตร ยังประดิษฐานพระพุทธรูปงดงาม 3 องค์ อันเป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้าในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
บริเวณด้านหน้าพระอุโบสถยังมีศาลาระฆังขนาดใหญ่ น้ำหนักถึง 18 ตัน รวมทั้งกลองขนาดใหญ่ ส่วนรอบวัดก็รายล้อมด้วยสวนที่ร่มรื่น และยังสามารถมองเห็นวิวทะเลได้อย่างสวยงามอีกด้วย
จูซังจอลลี (Daepo Jusangjeolli Cliff) หน้าผาหินลาวาหกเหลี่ยมสุดมหัศจรรย์
ไฮไลต์สำคัญอีกแห่งของเกาะเจจูคือ จูซังจอลลี (Daepo Jusangjeolli Cliff) ชายฝั่งหินที่มีลักษณะโดดเด่นเป็นแท่งหินหกเหลี่ยมเรียงตัวกันคล้ายรังผึ้ง และยื่นออกไปในทะเล จนกลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่แปลกตาและน่าประทับใจอย่างมาก
หินลาวารูปทรงหกเหลี่ยมเหล่านี้เกิดจากการเย็นตัวอย่างรวดเร็วของลาวาร้อน ทำให้แข็งตัวเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่งดงามตามธรรมชาติ และได้รับการขึ้นทะเบียนให้เป็นอนุสาวรีย์ธรรมชาติของเกาหลี
จุดนี้เป็นสถานที่ยอดนิยมสำหรับการชมวิวทะเล โดยเฉพาะในช่วงเย็นที่นักท่องเที่ยวมักมารอชมพระอาทิตย์ตก เมื่อหินลาวาสีดำตัดกับน้ำทะเลสีฟ้าคราม และมีฟองคลื่นสีขาวซัดเข้าหาฝั่ง ก็ยิ่งเพิ่มเสน่ห์ให้กับธรรมชาติของเกาะเจจูได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ทำไมเกาะเจจูถึงเป็นจุดหมายที่ไม่ควรพลาด
เกาะเจจูเป็นเมืองท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์ได้ครบทุกสไตล์ ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ สายถ่ายรูป สายพักผ่อน หรือแม้แต่คู่รักที่กำลังมองหาทริปโรแมนติก เพราะที่นี่มีทั้งน้ำตก ชายฝั่งทะเล หน้าผาหินลาวา วัดสวย ไร่ชาเขียว และของกินขึ้นชื่ออย่างชาเขียวกับส้มเชจู
ความพร้อมด้านการเดินทาง ที่พัก อาหารการกิน และแหล่งท่องเที่ยวหลากหลาย ทำให้เกาะเจจูเป็นอีกหนึ่งเมืองในเกาหลีใต้ที่มีศักยภาพทางการท่องเที่ยวไม่แพ้เมืองใหญ่บนแผ่นดินใหญ่เลยแม้แต่น้อย หากใครกำลังวางแผนเที่ยวเกาหลีแบบเน้นธรรมชาติและบรรยากาศดี ๆ เกาะเจจูคือคำตอบที่น่าสนใจมาก
สรุปเที่ยวเกาะเจจู
หากคุณกำลังมองหาสถานที่ท่องเที่ยวในเกาหลีใต้ที่มีทั้งธรรมชาติอันงดงาม วัฒนธรรมที่น่าค้นหา และบรรยากาศสุดโรแมนติก เกาะเจจู คือจุดหมายที่ควรมีอยู่ในลิสต์ของคุณอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นน้ำตกชอนจียอน พิพิธภัณฑ์ชาโอซุลลอค วัดยักซอนซา หรือหน้าผาจูซังจอลลี ทุกแห่งล้วนสะท้อนเสน่ห์ของเกาะแห่งนี้ได้อย่างน่าประทับใจ
